โครงการปรับปรุงสภาพแวดล้อมใต้ทะเลบริเวณเขาหน้ายักษ์ ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา

ความเป็นมา
ศาสตราจารณ์ ดร.มเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อุครราชกุมารี ทรงห่วงใยแหล่งปะการัง สัตว์ใต้ทะเล และพืชไต้น้ำ ที่อาศัยและขยายพันธุ์อยู่ในท้องทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติสำคัญควรแก่การอนุรักษ์ไว้ เพื่อสร้างความสมดุลของระบบนิเวศทางทะเล และเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของประเทศไทย ในปี 2536 กองทัพเรือ ได้ถวายโครงการอุทยานใต้ทะเล จุฬาภรณ์ 36 เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมายุ 36 พรรษา โดยพื้นที่เป้าหมาย คือทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเลบริเวณหมู่เกาะสิมิลัน เกาะบอน เกาตาชัย และหมู่เกาะสุรินทร์ และในปี พ.ศ. 2537 ทรงมีพระอนุญาตให้ขยายพื้นที่ดำเนินการครอบคลุมทะเลอันดามัน

หลักการและเหตุผล

จากเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 สร้างความเสียกายให้กับพื้นที่ 6 จังหวัดอันดามันของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล โดยเฉพาะจังหวัดพังงาได้รับความเสียหายทั้งทรัพยากรบุคคลและทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดจังหวัดหนึ่ง ซึ่งในส่วนของทรัพยากรธรรมชาติจากการสำรวจพื้นที่บริเวณเขาหน้ายักษ์ ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา พบว่าได้รับความเสียหายทั้งสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อมใต้ทะเลมีการเปลี่ยนค่อนข้างมาก จึงควรให้มีการบำรุงรักษาสภาพแวดล้อมใต้ทะเลดังกล่าว ให้กลับมามีความสวยงามอีกครั้งเพื่อให้สร้างความสมบรูณ์ของระบบนิเวศทางทะเล เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นพื้นที่สำหรับการประกอบกิจกรรมค่ายเยาวชนอนุรักษ์ปะการังและทรัพยากรทางทะเลแก่เยาวชนในพื้นที่ภาคใต้ จึงควรมีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมใต้ทะเลในบริเวณเขาหน้ายักษ์ ด้วยการวางทุ่นป้องกันแนวปะการัง ปล่อยหอยมือเสือ และการปล่อยปลาการ์ตูน โดยเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไป และนักดำน้ำเพื่อการอนุรักษ์ซึ่งเป็นอาสาสมัครของโครงการอุทยานใต้ทะเล จุฬาภรณ์ 36 ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าว

วัตถุประสงค์

  • เพื่อปรับปรุงและรักษาสภาพแวดล้อมใต้ทะเลบริเวณเขาหน้ายักษ์ ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา
  • เพื่อสร้างกิจกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยประชาชนทั่วไป และนักดำน้ำเพื่อการอนุรักษ์ ได้มีส่วนร่วม
  • เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์กิจกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล

    เป้าหมาย

      วางทุ่นผูกเรือป้องกันแนวปะการัง จำนวน 2 ทุ่น
      ปล่อยหอยมือเสือ จำนวน 100 ตัว
      ปล่อยปลาการ์ตูน จำนวน 100 ตัว

    ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  • สภาพแวดล้อมใต้ทะเลบริเวณเขาหน้ายักษ์ ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาสวยงาม มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
  • ปรับปรุงพื้นที่ให้สามารถรองรับกิจกรรมค่ายเยาวชนอนุรักษ์แนวปะการัง และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวผู้สนใจทั่วไปได้
  • สร้างกิจกรรมด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อให้นักดำน้ำเพื่อการอนุรักษ ภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วม โดยหวังให้เกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ต่อไป
  • ภาพกิจกรรม
    click to big Picture
    ปลาการ์ตูน

    ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งพังงาในนามของกรมประมง ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำที่ได้จากการเพาะพันธุ์ที่มีสายพันธุ์จากทะเลอันดามัน ได้แก่ ปลาการ์ตูน และหอยมือเสือ สำหรับปล่อยแนวปะการัง
    ปลาการ์ตูนที่ปล่อยมีขนาด 4-5 เซนติเมตร รวม 3 ชนิด คือ ปลาการ์ตูนส้มขาว หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ นีโม จำนวน 25 ตัว, ปลาการ์ตูนลายปล้อง จำนวน 25 ตัว และปลากการ์ตูนมะเขือเทศ จำนวน 50 ตัว ปลาการ์ตูนเป็นปลาที่ถูกจัดอยู่ในครอบครัวปลาสลิดหิน ปลาการ์ตูนที่พบในน่านน้ำไทยมี 7 ชนิด แบ่งเป็นฝั่งอันดามัน 5 ชนิด ได้แก่ ปลาการ์ตูนส้มขาว ปลาการ์ตูนอินเดียน ปลาการ์ตูนลายปล้อง ปลาการ์ตูนลายปล้องหางเหลือง และปลาการ์ตูนแดงดำ ส่วนปลาการ์ตูนที่พบได้เฉพาะในเขตมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิกบางส่วน ในธรรมชาติปลาการ์ตูนจะอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากดอกไม้ทะเล ดังนั้นเราจะพบปลาการ์ตูนได้ก็ต่อเมื่อได้พบดอกไม้ทะเลเท่านั้น แม้ว่าดอกไม้ทะเลจะมีเข็มพิษแต่กลับไม่ทำอันตรายต่อปลาการ์ตูน ทำให้ปลาการ์ตูนอาศัยอยู่อย่างปลอดภัยในดอกไม้ทะเล จากการสำรวจพบว่า ปลาการ์ตูนแต่ละชนิดจะจำเพาะเจาะจงต่อชนิดของดอกไม้ทะเลที่จะอาศัยอยู่ด้วย แต่ก็มีปลาการ์ตูนอีกหลายชนิดที่สามารถอาศัยอยู่กับดอกไม้ทะเลได้หลายชนิด ปลาการ์ตูนแต่ละชนิดจะมีรูปแบบสีที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งปกติจะประกอบไปด้วยสีส้ม แดง ดำ เหลือง และส่วนใหญ่จะมีแถบสีขาดพาดลำตัว 1-3 แถบ ซึ่งถือเอกลักษณ์ของปลาการ์ตูนก็ว่าได้ อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นปลาการ์ตูนชนิดเดียวกัน แต่ก็จะมีส่วนที่มีสีแตกต่างกันอยู่เสมอ ซึ่งน่าจะเป็นส่วนที่ทำให้ปลาการ์ตูนจำคู่ของมันได้ นอกจากนั้นปลาที่อาศัยต่างสถานที่กันอาจมีสีที่แตกต่างกันได้เรียกว่าความผันแปรของสี (Colour variation) โดยปกติปลาการ์ตูนจะอยู่กันเป็นคู่ ๆ และอาจมีปลาขนาดเล็กอาศัยร่วมอยู่ด้วย แต่ในดอกไม้ทะเลดอกหนึ่ง จะมีปลาตัวผู้และตัวเมียอย่างละตัวเท่านั้น ปลาตัวเมียจะมีขนาดโตกว่าตัวผู้และตัวอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัดและทำหน้าที่เป็นผู้นำ คอยปกป้องอาณาเขตที่เป็นที่อาศัยของมัน ถ้าปล่อยตัวเมียตายไปจะมีปลาตัวใหม่เจริญเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นตัวเมียแทน หรือ หมายความว่า ปลาการ์ตูนสามารถเปลี่ยนเพศจากเพศเมียได้ ปลาการ์ตูนจะวางไข่ครั้งละหลายฟอง บริเวณฐานของดอกไม้ทะเล ซึ่งมีหนวดของดอกไม้ทะเลปกคลุม ทำให้ไข่มีความปลอดภัย พ่อปลาจะคอยดูแลไข่หลังจากนั้น 6-7 วัน ในธรรมชาติไข่จะฟักตัวและล่องลอยไปตามน้ำ ใช้ระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ จากนั้นปลาต้องหาดอกไม้ทะเลเพื่อเป็นที่อยู่ ไม่อย่างนั้นปลาจะตายเนื่องจากอดอาหาร หรือถูกกิน (http://www.fisheries.go.th/coastal)

    หอยมือเสือ

    หอยมือเสือ (Giant clam) เป็นหอยสองฝาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก บางชนิดโตเต็มที่มีขนาดใหญ่กว่า 1 เมตร หนักมากกว่าร้อยกิโลกรัม ขนาดของหอยมือเสือที่มีการบันทึกไว้คือตัวอย่างที่พบที่เกาะสุมาตรา มีความยาวเปลือกถึง 137 เซนติเมตร มีน้ำหนักมากกว่า 300 กิโลกรัม หอยมือเสือมีขอบเขตการแพร่กระจายอยู่ในทะเลเขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตร เฉพาะในแบมหาสมุทรอินเดีย และแปซิฟิค เท่านั้น (Indo-Pacific Tropical & Subtroopical Zone) พบอยู่ตามแนวเขตปะการังที่มีน้ำใส ในระดับความลึกไม่เกิน 20 เมตร ทั้งนี้เนื่องจากต้องอาศัยแสงสว่างในการดำรงชีพ เพื่อให้สาหร่ายจำพวก Symbiotic dinoflagellate ที่เรียกว่า Zooxanthellae (Symbiodinium microadriaticum) ซึ่งอาศัยอยู่ในเนื้อเยื้อแมนเทิล (mantle) ของหอยสามารถสังเคราะห์แสงให้พลังงานแก่หอยมือเสือเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตได้ หอยมือเสือขนาดใหญ่มีอายุยืนนับร้อยปี มีการเจริญเติบโตค่อนข้างช้า ประมาณ 3-5 เซนติเมตรต่อปี ชาวประมงและชาวเกาะในหลายประเทศ โดยเฉพาะในแถบอินโดแปซิฟิคนิยมบริโภคเนื้อหอยมือเสือ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อยึดเปลือก (adductor muscle) ราคาจะแพงเป็นพิเศษ นอกจากนี้เปลือกยังใช้ทำเครื่องใช้เครื่องประดับ ส่วนตัวเล็กยังนิยมนำมาเลี้ยงประดับในตู้ปลาสวยงาม (Aquarium) หอยมือเสือจึงมีจำนวนลดลงเรื่อย ๆ สังเกตได้จากขนาดที่พบ มีขนาดลดลงและไม่ชุกชุมเหมือนก่อน บางชนิดหายากเต็มที ใกล้จะสูญพันธุ์ ดังนั้นในหลายประเทศจึงได้มีการเพาะขยายพันธุ์ปล่อยลงในธรรมชาติทั้งเพื่อการอนุรักษ์ และการทำฟาร์มเลี้ยงในทะเล (Sea Farming)
    หอยมือเสือเป็นสัตว์น้ำที่ได้รับการขึ้นบัญชีนายชื่อสัตว์และพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ ตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora หรือ CITES) และจัดอยู่ในบัญชีสัตว์สงวนและคุ้มครองประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ของไทย
    หอยมือเสือมี 2 สกุล เดิมพบ 7 ชนิด คือ Tridacna gigas, T.derasa, T.maxima, T.crocea, Hippopus hippopus และ H.porcellanus แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ได้พบเพิ่มใหม่อีกชนิด คือ T.tevoroa ในจำนวนหอยมือเสือทั้ง 8 ชนิดนี้ T.gigas เป็นชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดสามารถโตได้ถึงขนาดความยาวเปลือกกว่า 100 เซนติเมตร ส่วนชนิดที่มีขนาดเล็กที่สุด คือ T.crocea มีความยาวเปลือกไม่เกิด 15 เซนติเมตร
    หอยมือเสือเป็นสัตว์ที่มีสองเพศในตัวเดียวกัน (Hermaphrodite) สามารถผลิตเซลล์สืบพันธุ์ทั้งสองเพศได้ในเวลาเดียวกัน แต่การปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ไม่พร้อมกัน โดยทั่วไปจะปล่อยน้ำเชื้อ (sperm) ออกมาก่อนหลังจากนั้นจะปล่อยไข่ (egg) หรืออาจปล่อยน้ำเชื้อหรือไข่อย่างหนึ่งอย่างเดียว ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้หอยตัวอื่น ๆ ใกล้เคียงปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ออกมาผสมกันในน้ำด้วย หอยมือเสือสามารถสืบพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุประมาณ 2 ปีขึ้นไป มีการสืบพันธุ์ได้เกือบตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตละติจูดต่ำหรือแถบใกล้เส้นศูนย์สูตร ส่วนในเขตละติจูดสูง ๆ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมากกว่าเขตศูนย์สูตรนั้น หอยมือเสือจะมีฤดูกาลสืบพันธุ์ในช่วงฤดูร้อน
    ลูกหอยมือเสือระยะแรกจะว่ายน้ำอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ จึงลงเกาะพื้นพัฒนาเปลี่ยนรูปร่างและการดำรงชีวิต (Metamorphosis) เป็นแบบตัวเต็มวัย ลูกหอยจะได้รับสาหร่าย Zooxanthellae จากน้ำทะเล โดยกรองกินเข้าไปพร้อมอาหารธรรมชาติโดยมีกลไกทางธรรมชาติที่ช่วยให้ Zooxanthellae ไม่ถูกย่อย จากนั้น Zooxanthellae จะค่อย ๆ เคลื่อนออกจากกระเพาะอาหารเข้าไปอยู่ในเนื้อเยื่อแมนเทิล (Mantle) และแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนขึ้นทำหน้าที่สังเคราะห์แสงให้พลังงานซึ่งหอยมือเสือได้นำมาใช้ในการดำรงชีวิตเป็นการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน (Symbiosis) ลูกหอยมือเสือจะเกาะกับวัสดุโดยสร้างเส้นใยยึด (Byssus) ติดกับพื้นหรือวัสดุใต้น้ำ ในระยะแรก ๆ จะยังไม่ยึดติดถาวรมักคืบคลานไปตามพื้นผิววัสดุ หอยมือเสือวางตัวหงายเปลือกขึ้นโดยมีเนื้อเยื้อแมนเทิลแผ่ออกเป็นแผ่นด้านบน และเปิดฝาเปลือกออกกว้างในเวลากลางวันเพื่อให้แมนเทิลรับแสงเต็มที่
    สำหรับประเทศไทยมีรายงานว่าพบหอยมือเสืออยู่ 5 ชนิด คือ T.gigas, T.maxima, T.squamosa, T.crocea และ H.hippopus แต่ปัจจุบันมีพบเพียง 3 ชนิด คือ T.crocea, T.maxima, และ T.squamosa หอยมือเสือเคยพบชุกชุมทั้งทางฝั่งอ่าวไทย เช่น มี่เกาะกระดาด เกาะหมาก เกาะทราย แถบท้องทะเลจังหวัดตราด และทางฝั่งอันดามัน ตามหมู่เกาะต่าง ๆ เช่น แถบหมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะตะรุเตา เกาะหลีเป๊ะ แต่ปัจจุบันมีปริมาณลดน้อยลง บางชนิดหายาก และแทบสูญพันธุ์ไปแล้วในบางแหล่ง หากไม่หาทางอนุรักษ์ในอนาคตอาจสูญพันธุ์ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
    หอมมือเสือว่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ควรแก่การอนุรักษ์ให้คงอยู่คู่กับแนวปะการัง เพื่อคงความหลากหลายทางชีวภาพในท้องทะเล เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ และคุณภาพของสภาวะแวดล้อมทางทะเล รวมทั้งการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ปัจจุบันหลายฝ่ายทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะท้องทะเลซึ่งเราได้ใช้ทรัพยากรเกินกำลังที่ผลิตได้หากไม่เร่งหามาตรการควบคุมและอนุรักษ์ทรัพยากรนี้ไว้ตั้งแต่บัดนี้ จะเป็นผลเสียหายมากขึ้น และอาจช้าเกินกว่าจะแก้ไข